ปีที่ : 7     ฉบับที่ : 66
เดือน : มิถุนายน 2549
Issue :
คุยกับ บ.ก.ค่ะ
   เดือนนี้ก็เป็นเดือนสำคัญของปวงชนชาวไทยทุกคน ที่ในหลวงของเราได้ทรงครองราชสมบัติมาครบ 60 พรรษา ซึ่งชาวไทยทั้งประเทศ และกองบรรณาธิการร่วมเฉลิมฉลองแสดงความยินดีต่อพระองค์ในครั้งนี้ด้วย
Admin Control     Mail besed
นิสาเพื่อคุณ
  << แนะนำคนเก่ง
  << แนะนำร้านอาหาร
  << แนะนำสถานที่
สมัครผู้หญิงหน้าปก
ผู้สนับสนุน

islamic bank



Women World

 

ข้อถกเถียงเรื่องครอบครัว

 

กับการเรียกร้องของสตรีบาห์เรน

เรื่องนี้เป็นอีกความเคลื่อนไหวหนึ่งของสตรีมุสลิม ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความล่มสลาย

ของครอบครัวมุสลิม ที่ไม่ได้ยึดมั่นในหลักการศาสนาอิสลามที่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบ

 ดังนั้น จึงปรากฏให้เห็นทุกกลุ่มชนของมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นทั้งสุนนีหรือชีอะฮฺ

 นั่นคือความล้มเหลวในระบบที่พยายามเอาแนวคิดของชายเป็นใหญ่เข้ามาประสาน

กับหลักการศาสนาอิสลาม จึงทำให้เกิดแนวต้านของกลุ่มสตรีนิยม

ข้อเรียกร้องต่อไปนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างละเอียดในบริบทของศาสนาอิสลาม

 

               กรุงมานามา - สตรีชาวบาห์เรนในสังคมที่ปกครองโดยผู้ชาย และเป็นสังคมที่ศาสนาอิสลามมีอิทธิพลอย่างล้นเหลือ  กำลังต่อสู้เพื่อแสวงหาหนทางการปฏิรูป อำนาจการตัดสินคดีเกี่ยวกับครอบครัวและสตรี จากศาลศาสนาไปสู่ศาลแพ่ง

 

มาจิดะฮฺ 

         มาจิดะฮฺ อายุ 32  แต่งงานมาแล้ว 12 ปี แต่ต้องหย่าร้างในที่สุด เธอต้องคำพิพากษาศาลศาสนา ถูกเพิกถอนสิทธิในการเลี้ยงดูลูกๆ และ ให้กลับไปอยู่กับครอบครัวเดิม

            เกี่ยวกับการขาดสถานภาพของบุคคล ในกรณีการแต่งงาน การหย่า สิทธิปกครองบุตร และสิทธิในการรับมรดก ทั้งฝ่ายซุนนี และ ชีอะฮฺในบาห์เรน อธิบายเหมือนกันว่า ต้องได้รับการตัดสินจากศาลศาสนา (ชาริอะฮฺ)

            แต่หลังจากความพยายามต่อต้านนานหลายปี ในที่สุดสตรีชาวบาห์เรนได้ค้นพบผู้ที่มีอำนาจ พอที่จะช่วยนำพาให้การเรียกร้องของพวกเธอไปสู่ความสำเร็จ

            เธอคือสตรีหมายเลขหนึ่งของราชอาณาจักรบาห์เรน ชี๊คกา ซาบิก้า อัล-คาลิฟะฮฺ ซึ่งรั้งตำแหน่งประธานสภาสตรีสูงสุด เธอให้การสนับสนุนร่างญัตติ เกี่ยวกับกฏหมายสถานภาพบุคคล ซึ่งยังคงมีรากฐานอยู่บนกฏหมายอิสลาม (ชาริอะฮฺ)

ชี๊คกา ซาบิก้า อัล-คาลิฟะฮฺ

            ร่างญัตตินี้ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากสถาบันทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้นำทางสายชีอะฮฺ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้นำประชาชนหลายพันคน ออกเดินขบวนบนท้องถนน เพื่อต่อต้านการเสนอกฏหมายนี้

            บาห์เรนเป็นประเทศเล็กๆ ที่ประกอบด้วย 35 หมู่เกาะ อยู่ทางฝั่งทะเลตะวันออกของราชอาณาจักรซาอุดีอารเบีย มีประชากรประมาณ 6.5 แสนคน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮฺ

บาห์เรนปกครองโดยราชวงศ์อัล-คาลิฟะฮฺ ซึ่งเป็นซุนนี และได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีความเจริญรุดหน้า และเปิดกว้างในเรื่องเกี่ยวกับการให้สิทธิแก่สตรี เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอ่าวอาหรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดิอารเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้กฏหมายอิสลาม เป็นกฏหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ

            กาด้า แจมเชอร์ นักเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสตรีกล่าวกับ เอเอฟพี. ว่า “ไม่น่าเชื่อว่าในศตวรรษที่ 21 นี้ ยังมีประเทศที่ไม่มีการใช้กฏหมายเกี่ยวกับสถานภาพของบุคคลอยู่อีก ผู้นำทางศาสนาต่อต้านการเสนอญัตตินี้ เพราะจะเป็นการลดทอนอำนาจของตัวเอง ทำให้ตกอยู่ภายใต้หลักนิติบัญญัติ โดยไม่สามารถออกคำตัดสินชี้ขาดตามอำเภอใจได้”

            แจมเชอร์เป็นผู้นำในคณะกรรมการของสตรี ซึ่งรณรงค์หาเสียงสนับสนุนการออกกฏหมายนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคมปีก่อน เธอถูกดำเนินคดีข้อหาแจกสิ่งพิมพ์ ซึ่งทำลายชื่อเสียงของผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาในที่สาธารณะ  และดูหมิ่นผู้พิพากษาระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์ และในศาล เธอถูกตัดสินให้พ้นข้อหาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2548

             อาฟาฟ อัล-ยัมรี นักเคลื่อนไหวสตรีจากกลุ่มชีอะฮฺ และเป็นสมาชิกพรรค “ Islamic National Accord  Association” ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญในบาห์เรน ให้การสนับสนุนการเสนอกฏหมายนี้ เธอกล่าวว่า “ประมวลกฏหมายนี้เป็นสิ่งจำเป็น และเป็นการเรียกร้องสิทธิอย่างสำคัญยิ่ง  ขณะนี้สตรีมากมายในบาห์เรนต้องประสบกับความทุกข์ร้อนแสนสาหัส ในทุกชุมชนมีผู้หญิงเฉลี่ย 4 คน ที่ถูกสามีเขี่ยออกจากบ้าน หลังจากแต่งงานอยู่กินกันมาแล้วประมาณ 30 ปี เพียงเพราะต้องการหาภรรยาใหม่วัยเอ๊าะ”

ความเปลี่ยนแปลงอันยากยิ่ง

          ตามหลักชาริอะฮฺอนุมัติให้ผู้ชายมีภรรยาได้ถึง 4 คน

          ยัมรีเน้นให้เห็นถึงชะตากรรมของผู้หญิงเหล่านั้น เมื่อเอ่ยถึงค่าเลี้ยงดูหลังการหย่า ที่ผู้ชายต้องจ่ายให้อดีตภรรยาทุกเดือน “ผู้พิพากษาจะหน่วงคดีไว้เป็นปีๆ ปล่อยให้ผู้หญิงเหล่านี้ต้องทนอยู่ไปโดยไม่ได้รับค่าเลี้ยงดูเลย และหลังจากที่ต้องทนทุกข์อย่างหนักมานานช้า ในที่สุดผู้พิพากษาก็ตัดสินให้พวกเธอได้รับเงินค่าเลี้ยงดู  ซึ่งมีจำนวนแค่ 30 ดินาร์ (ประมาณ 11 ดอลล่าร์) ต่อลูก 1 คน เท่านั้น”

         มาเรียม อัล-รูวัย ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการเสนอกฏหมายครอบครัวเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีการตั้งกองทุนของรัฐบาลขึ้น สำหรับช่วยเหลือสตรีที่อยู่ระหว่างการรอคอย คำตัดสินชี้ขาดในเรื่องค่าเลี้ยงดูนี้  และเธอพูดถึงการแปรญัตติกฏหมายเกี่ยวกับทรัพย์สิน ซึ่งสามี-ภรรยาสามารถเลือก ที่จะเป็นเจ้าของบ้านสินสมรสร่วมกัน ซึ่งตามจารีตนิยมของคนบาห์เรนแล้ว บ้านต้องเป็นชื่อของฝ่ายชาย

กฏหมายเกี่ยวกับครอบครัวซึ่งผลักดันกันในเบื้องแรก พยายามให้เกิดความสมานฉันท์ระหว่างสายซุนนีกับชีอะฮฺ  แต่มุสลิมสายชีอะฮฺในบาห์เรนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้  โดยผู้นำชุมชนประท้วง และเรียกร้องให้มีการระบุข้อปลีกย่อยในเรื่องครอบครัว เฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มของตนไว้ในตัวบทด้วย

          แม้หลังจากการกระทำนี้แล้ว กลุ่มชีอะฮฺก็ยังต้องการให้บรรจุกฏหมายครอบครัว ไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งจะทำให้การแปรญัตติ หรือการเปลี่ยนแปลงกฏหมาย  มีโอกาสเป็นไปได้ยากมากในอนาคต 

           พรรคการเมืองสายชีอะฮฺกลุ่มหลักของบาห์เรน และกลุ่มฝ่ายค้านอีก 3 กลุ่ม ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งในปี 2545  โดยเรียกร้องให้อำนาจนิติบัญญัติ  อยู่ในมือของสมาชิกรัฐสภาที่ได้รับการเลือกตั้งเท่านั้น และไม่ควรให้สมาชิกองค์กรร่วม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่แจมเชอร์กล่าวว่า “เราต้องการกฏหมายครอบครัวที่ใช้กับทุกคนเสมอภาคกัน เพราะเราต่างก็เป็นมุสลิมเหมือนกัน และฉันไม่ต้องการเห็นพี่น้องมุสลิมะฮฺชีอะฮฺต้องทนทุกข์อีกต่อไป”

          นอกจากนั้นแจมเชอร์ยังกล่าวอ้างถึงความจริงที่ว่า สตรีมุสลิมชีอะฮฺที่ถูกหย่าร้าง สามารถเลี้ยงดูลูกชายจนกระทั่งเขามีอายุได้ 7 ขวบ และดูแลลูกสาวจนเธอมีอายุถึง 9 ขวบเท่านั้น ขณะที่มารดาชาวซุนนีสามารถปกครองดูแลลูกสาวได้ จนกว่าพวกเธอจะออกเรือน และดูแลลูกชายได้จนกระทั่งเขาบรรลุนิติภาวะ

          ทุกบทบัญญัติของศาสนาอิสลามที่ถูกตราโดยพระเจ้าย่อมยังประโยชน์สูงสุดแก่มนุษยชาติโดยรวมอย่างแน่นอน ฉะนั้น ถ้าจะมีความผิดผลาดหรือความไม่เหมาะสมเกิดขึ้นในกฎหมายใดๆย่อมต้องพิจราณาให้ดีว่า เกิดจากความคิดของมนุษย์ พฤติกรรมของกลุ่มชน ประเพณีนิยม หรือจารีตนิยม อาจจะไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องตามทัศนะของอิสลาม

           บทความเป็นการนำเสนอความเคลื่อนไหวหนึ่ง ทัศนะที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามหลักการศาสนาก็ได้ จึงขอให้นักวิชาการศาสนาหรือผู้รู้เข้ามาสนใจในประเด็นดังกล่าวเพื่อจรรโลงสถาบันครอบครัวแบบอิสลาม

 


จากคาลีจ ไทมส์ ออนไลน์ (10 เมษายน 2006)


สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2547
Copyright ? 2004 Nisa Variety Magazine.
Global Standard Quality By MnetSolution: อีกผลงานระดับคุณภาพของ MnetSolution.com